6 ขั้นตอน! การให้อาหารผู้ป่วยทางสายยาง

6 ขั้นตอน! การให้อาหารผู้ป่วยทางสายยาง

บ้านของใครที่มีคุณตา คุณยาย หรือผู้ป่วยที่อาจจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยนอนติดเตียง จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และเอาใจใส่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าห้องน้ำ การแต่งตัว หรือจะเป็นการกินอาหาร  

     การดูแลผู้ป่วยติดเตียงในเรื่องการเข้าห้องน้ำ การแต่งตัวนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องมีขั้นตอนมากนัก แต่การให้อาหารผู้ป่วยทางสายยางนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยทำมาก่อน และมีขั้นตอนเฉพาะสำหรับการให้อาหารทางสายยาง ถ้าอย่างนั้นโอก้าจะมาแชร์ขั้นตอนให้อาหารทางสายยางให้กับผู้ป่วย 6 ขั้นตอนด้วยกัน ดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 จัดให้ผู้ป่วยนอนในท่ายกศีรษะสูง 30-45 องศา 
  • ขั้นตอนที่ 2 นำสำลีชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดจุกยาง และทดสอบสายยางว่ายังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่ โดยการ
    – ใช้กระบอกฉีดยาต่อกับปลายสายให้อาหาร แล้วดูดน้ำย่อยจากกระเพาะออกมา
    – ถ้าดูดไม่ออก สายยางอาจจะพับ หรือลึกไม่พอ ควรเลื่อนสายยางให้ลึกลงไป แล้วดูดอีกครั้ง แต่ถ้าดูดไม่ออกอีกแนะนำให้มาพบแพทย์
  • ขั้นตอนที่ 3 ทดสอบว่ามีอาหารอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่ โดยการ
    – ดูดอาหารเก่าออกมาจากกระเพาะอาหาร ถ้าดูดออกมาได้ปริมาณ 200-400 มล. สามารถให้อาหารต่อได้ตามปกติ
    – ถ้าดูดอาหารเก่าออกมาจากกระเพาะอาหาร มีมากกว่า 400 มล. ให้งดอาหารมื้อนั้น
    และควรประเมินหาสาเหตุ หรือปรึกษาแพทย์
  • ขั้นตอนที่ 4 เริ่มให้อาหารโดยยกถุงให้อาหารสูงกว่าตัวผู้ป่วย และปล่อยให้อาหารไหลลงช้าๆ
  • ขั้นตอนที่ 5 ถ้ามียาที่ต้องกิน ให้บดยาไว้ และตามด้วยน้ำประมาณ 50 มล. เพื่อล้างสาย หลังจากนั้นใช้ลำลีชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดจุกยาง และปิดจุกยางให้แน่น
  • ขั้นตอนที่ 6 หลังให้อาหาร ควรจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูง ประมาณ ½-1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการสำลัก

อาหารผู้ป่วยทางสายยาง เป็นอาหารที่ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินอาหารเองได้ ต้องใช้สายยางให้อาหารในการช่วยกลืน และย่อย เช่นผู้ป่วยติดเตียง เป็นต้น ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างจากอาหารปั่นผสมทั่วไป เพราะผู้ป่วยบางกลุ่มมีภาวะสำคัญที่ต้องควบคุม เช่น ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง กลืนลำบาก ได้รับสารอาหารได้น้อยกว่าคนทั่วไป หากใช้อาหารที่ไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการอุดตันของสายยาง การขาดสารอาหาร หรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ 

อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยทางสายยางควรมีคุณสมบัติหลักดังนี้

  • สารอาหารครบถ้วน
    โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น ต้องอยู่ในสัดส่วนที่สมดุล เพื่อรองรับการฟื้นฟูร่างกาย ป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
  • ความเข้มข้นเหมาะสม
    อาหารทางการแพทย์ถูกออกแบบให้คำนวณพลังงานและปริมาณสารอาหารอย่างแม่นยำ ช่วยให้แพทย์และผู้ดูแลควบคุมโภชนาการได้ง่าย
    ความเข้มข้นเหมาะสมของอาหารทางสายยางสำหรับผู้ป่วยมะเร็งวัดจาก caloric density (kcal/ml) 1-1.5 kcal/ml และ osmolality 270-700 mOsm/kg เพื่อให้ไหลง่าย ลดท้องอืด/คลื่นไส้ ให้พลังงานเพียงพอ (25-35 kcal/kg/วัน)
  • สะอาดและปลอดภัย
    ผลิตภายใต้มาตรฐานที่ควบคุมคุณภาพ ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน ที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายในอาหารปั่นที่ทำเอง เช่น เชื้อโรค คราบน้ำมัน เศษอาหารที่ปั่นไม่ละเอียด

การเลือกใช้อาหารทางการแพทย์ที่เหมาะกับผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยเสริมการฟื้นตัว ลดความเสี่ยง ทำให้การให้อาหารทางสายยางเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับผู้ดูแล

รูปแบบการให้อาหารทางสายยาง มีแบบไหนบ้าง?

Nasogastric Tube Feeding (ให้อาหารทางสายยางทางจมูก)

สายยางจะถูกใส่ผ่านรูจมูกลงไปจนถึงกระเพาะอาหาร ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินอาหารทางปากได้ เช่น ผู้ป่วยกลืนลำบาก อ่อนแรง หรือช่วงฟื้นตัวหลังผ่าตัด แต่ระบบย่อยอาหารยังทำงานได้ตามปกติ ข้อดีคือใส่ได้ง่าย ดูแลไม่ยุ่งยาก 

Orogastric Tube Feeding (ให้อาหารผ่านช่องปากลงสู่กระเพาะอาหาร)

เป็นการให้อาหารโดยใส่สายผ่านทางปากแล้วลงสู่กระเพาะอาหาร วิธีนี้มักใช้กับ ทารกแรกเกิดหรือเด็กเล็ก ที่มีโพรงจมูกเล็กและบอบบาง ทำให้การใส่สายผ่านจมูกเสี่ยงต่อการระคายเคืองหรือทำให้หายใจลำบาก การใส่ผ่านปากจึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในผู้ป่วยกลุ่มนี้

Gastrostomy Tube Feeding (ใส่สายให้อาหารผ่านผิวหนังที่หน้าท้อง)

เป็นการเจาะเปิดช่องที่หน้าท้อง แล้วสอดสายยางลงสู่กระเพาะอาหารโดยตรง ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยางระยะยาว หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายผ่านทางจมูก ปากได้ เช่น มีการอุดตันบริเวณหลอดอาหาร เคยผ่าตัดบางส่วนของกระเพาะ หรือมีอาการที่ทำให้ใส่สายแบบปกติไม่ได้ ข้อดีของวิธีนี้คือช่วยลดการระคายเคืองทางจมูกและลำคอ ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการให้อาหารทางสายยาง (FAQ)

ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบตำแหน่งสายยาง และ การจัดท่านอนให้ถูกต้อง เพราะถ้าสายยางเคลื่อนที่หรือผู้ป่วยนอนราบ อาจทำให้อาหารเข้าปอดได้ ซึ่งอันตรายมาก นอกจากนี้การล้างสายยางทั้งก่อนและหลังให้อาหารก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วยป้องกันการอุดตันและการติดเชื้อ

ถ้าใช้อาหารทางการแพทย์ จะมีข้อมูลความเข้มข้นระบุไว้บนฉลากชัดเจน เช่น 1 กิโลแคลอรีต่อ 1 มิลลิลิตร แพทย์หรือนักโภชนาการจะเป็นคนกำหนดปริมาณที่เหมาะสมตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย สังเกตอาการผู้ป่วยด้วย ถ้าให้แล้วไม่มีอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือคลื่นไส้ แสดงว่าเหมาะสม แต่ถ้ามีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยน

ถ้าผู้ป่วยท้องอืด ให้หยุดให้อาหารทันที แล้วปรับให้นั่งหรือนอนศีรษะสูงขึ้น ลองนวดท้องเบาๆ เป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา อาจเกิดจากให้อาหารเร็วเกินไป ปริมาณมากเกินไป ครั้งต่อไปลองลดความเร็วหรือลดปริมาณลง แต่ถ้าผู้ป่วยสำลักหรือมีอาการไอรุนแรง อาจเป็นสัญญาณว่าอาหารเข้าทางเดินหายใจ ต้องหยุดให้อาหารทันที ปรับท่านอนให้นั่งตัวตรง และรีบติดต่อแพทย์

โดยทั่วไปแนะนำให้อาหาร 4-6 มื้อต่อวัน แบ่งปริมาณอาหารให้เท่าๆ กัน เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารรับภาระมากเกินไปในครั้งเดียว ระยะห่างระหว่างมื้อควรห่างกันประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่ถ้าผู้ป่วยรับอาหารครั้งละมากไม่ได้ อาจต้องแบ่งให้บ่อยขึ้นเป็น 6-8 มื้อ หรือใช้วิธีให้ช้าๆ ต่อเนื่องตลอดวัน ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์และร่างกายผู้ป่วย

อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยทางสายยางหาซื้อได้ทั้งที่ร้านขายอุปกรณ์การแพทย์ ร้านขายยา หรือสั่งซื้อออนไลน์

ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเลือกซื้อ เพื่อให้ได้สูตรที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด เพราะแต่ละสูตรมีความเข้มข้นและส่วนผสมแตกต่างกัน

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *