บ้านของใครที่มีคุณตา คุณยาย หรือผู้ป่วยที่อาจจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยนอนติดเตียง จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และเอาใจใส่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าห้องน้ำ การแต่งตัว หรือจะเป็นการกินอาหาร
การดูแลผู้ป่วยติดเตียงในเรื่องการเข้าห้องน้ำ การแต่งตัวนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องมีขั้นตอนมากนัก แต่การให้อาหารผู้ป่วยทางสายยางนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยทำมาก่อน และมีขั้นตอนเฉพาะสำหรับการให้อาหารทางสายยาง ถ้าอย่างนั้นโอก้าจะมาแชร์ขั้นตอนให้อาหารทางสายยางให้กับผู้ป่วย 6 ขั้นตอนด้วยกัน ดังนี้
- ขั้นตอนที่ 1 จัดให้ผู้ป่วยนอนในท่ายกศีรษะสูง 30-45 องศา
- ขั้นตอนที่ 2 นำสำลีชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดจุกยาง และทดสอบสายยางว่ายังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่ โดยการ
– ใช้กระบอกฉีดยาต่อกับปลายสายให้อาหาร แล้วดูดน้ำย่อยจากกระเพาะออกมา
– ถ้าดูดไม่ออก สายยางอาจจะพับ หรือลึกไม่พอ ควรเลื่อนสายยางให้ลึกลงไป แล้วดูดอีกครั้ง แต่ถ้าดูดไม่ออกอีกแนะนำให้มาพบแพทย์ - ขั้นตอนที่ 3 ทดสอบว่ามีอาหารอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่ โดยการ
– ดูดอาหารเก่าออกมาจากกระเพาะอาหาร ถ้าดูดออกมาได้ปริมาณ 200-400 มล. สามารถให้อาหารต่อได้ตามปกติ
– ถ้าดูดอาหารเก่าออกมาจากกระเพาะอาหาร มีมากกว่า 400 มล. ให้งดอาหารมื้อนั้น
และควรประเมินหาสาเหตุ หรือปรึกษาแพทย์ - ขั้นตอนที่ 4 เริ่มให้อาหารโดยยกถุงให้อาหารสูงกว่าตัวผู้ป่วย และปล่อยให้อาหารไหลลงช้าๆ
- ขั้นตอนที่ 5 ถ้ามียาที่ต้องกิน ให้บดยาไว้ และตามด้วยน้ำประมาณ 50 มล. เพื่อล้างสาย หลังจากนั้นใช้ลำลีชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดจุกยาง และปิดจุกยางให้แน่น
- ขั้นตอนที่ 6 หลังให้อาหาร ควรจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูง ประมาณ ½-1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการสำลัก
อาหารผู้ป่วยทางสายยาง เป็นอาหารที่ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินอาหารเองได้ ต้องใช้สายยางให้อาหารในการช่วยกลืน และย่อย เช่นผู้ป่วยติดเตียง เป็นต้น ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างจากอาหารปั่นผสมทั่วไป เพราะผู้ป่วยบางกลุ่มมีภาวะสำคัญที่ต้องควบคุม เช่น ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง กลืนลำบาก ได้รับสารอาหารได้น้อยกว่าคนทั่วไป หากใช้อาหารที่ไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการอุดตันของสายยาง การขาดสารอาหาร หรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้
อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยทางสายยางควรมีคุณสมบัติหลักดังนี้
- สารอาหารครบถ้วน
โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น ต้องอยู่ในสัดส่วนที่สมดุล เพื่อรองรับการฟื้นฟูร่างกาย ป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ - ความเข้มข้นเหมาะสม
อาหารทางการแพทย์ถูกออกแบบให้คำนวณพลังงานและปริมาณสารอาหารอย่างแม่นยำ ช่วยให้แพทย์และผู้ดูแลควบคุมโภชนาการได้ง่าย
ความเข้มข้นเหมาะสมของอาหารทางสายยางสำหรับผู้ป่วยมะเร็งวัดจาก caloric density (kcal/ml) 1-1.5 kcal/ml และ osmolality 270-700 mOsm/kg เพื่อให้ไหลง่าย ลดท้องอืด/คลื่นไส้ ให้พลังงานเพียงพอ (25-35 kcal/kg/วัน) - สะอาดและปลอดภัย
ผลิตภายใต้มาตรฐานที่ควบคุมคุณภาพ ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน ที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายในอาหารปั่นที่ทำเอง เช่น เชื้อโรค คราบน้ำมัน เศษอาหารที่ปั่นไม่ละเอียด
การเลือกใช้อาหารทางการแพทย์ที่เหมาะกับผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยเสริมการฟื้นตัว ลดความเสี่ยง ทำให้การให้อาหารทางสายยางเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับผู้ดูแล
รูปแบบการให้อาหารทางสายยาง มีแบบไหนบ้าง?
Nasogastric Tube Feeding (ให้อาหารทางสายยางทางจมูก)
สายยางจะถูกใส่ผ่านรูจมูกลงไปจนถึงกระเพาะอาหาร ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินอาหารทางปากได้ เช่น ผู้ป่วยกลืนลำบาก อ่อนแรง หรือช่วงฟื้นตัวหลังผ่าตัด แต่ระบบย่อยอาหารยังทำงานได้ตามปกติ ข้อดีคือใส่ได้ง่าย ดูแลไม่ยุ่งยาก
Orogastric Tube Feeding (ให้อาหารผ่านช่องปากลงสู่กระเพาะอาหาร)
เป็นการให้อาหารโดยใส่สายผ่านทางปากแล้วลงสู่กระเพาะอาหาร วิธีนี้มักใช้กับ ทารกแรกเกิดหรือเด็กเล็ก ที่มีโพรงจมูกเล็กและบอบบาง ทำให้การใส่สายผ่านจมูกเสี่ยงต่อการระคายเคืองหรือทำให้หายใจลำบาก การใส่ผ่านปากจึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในผู้ป่วยกลุ่มนี้
Gastrostomy Tube Feeding (ใส่สายให้อาหารผ่านผิวหนังที่หน้าท้อง)
เป็นการเจาะเปิดช่องที่หน้าท้อง แล้วสอดสายยางลงสู่กระเพาะอาหารโดยตรง ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยางระยะยาว หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายผ่านทางจมูก ปากได้ เช่น มีการอุดตันบริเวณหลอดอาหาร เคยผ่าตัดบางส่วนของกระเพาะ หรือมีอาการที่ทำให้ใส่สายแบบปกติไม่ได้ ข้อดีของวิธีนี้คือช่วยลดการระคายเคืองทางจมูกและลำคอ ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการให้อาหารทางสายยาง (FAQ)
ขั้นตอนการให้อาหารทางสายยางที่สำคัญที่สุดคืออะไร?
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบตำแหน่งสายยาง และ การจัดท่านอนให้ถูกต้อง เพราะถ้าสายยางเคลื่อนที่หรือผู้ป่วยนอนราบ อาจทำให้อาหารเข้าปอดได้ ซึ่งอันตรายมาก นอกจากนี้การล้างสายยางทั้งก่อนและหลังให้อาหารก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วยป้องกันการอุดตันและการติดเชื้อ
จะรู้ได้อย่างไรว่าอาหารที่ให้มีความเข้มข้นเหมาะสม?
ถ้าใช้อาหารทางการแพทย์ จะมีข้อมูลความเข้มข้นระบุไว้บนฉลากชัดเจน เช่น 1 กิโลแคลอรีต่อ 1 มิลลิลิตร แพทย์หรือนักโภชนาการจะเป็นคนกำหนดปริมาณที่เหมาะสมตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย สังเกตอาการผู้ป่วยด้วย ถ้าให้แล้วไม่มีอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือคลื่นไส้ แสดงว่าเหมาะสม แต่ถ้ามีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยน
หากผู้ป่วยมีอาการท้องอืดหรือสำลัก ควรทำอย่างไร?
ถ้าผู้ป่วยท้องอืด ให้หยุดให้อาหารทันที แล้วปรับให้นั่งหรือนอนศีรษะสูงขึ้น ลองนวดท้องเบาๆ เป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา อาจเกิดจากให้อาหารเร็วเกินไป ปริมาณมากเกินไป ครั้งต่อไปลองลดความเร็วหรือลดปริมาณลง แต่ถ้าผู้ป่วยสำลักหรือมีอาการไอรุนแรง อาจเป็นสัญญาณว่าอาหารเข้าทางเดินหายใจ ต้องหยุดให้อาหารทันที ปรับท่านอนให้นั่งตัวตรง และรีบติดต่อแพทย์
การให้อาหารทางสายยาง ควรให้วันละกี่มื้อ?
โดยทั่วไปแนะนำให้อาหาร 4-6 มื้อต่อวัน แบ่งปริมาณอาหารให้เท่าๆ กัน เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารรับภาระมากเกินไปในครั้งเดียว ระยะห่างระหว่างมื้อควรห่างกันประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่ถ้าผู้ป่วยรับอาหารครั้งละมากไม่ได้ อาจต้องแบ่งให้บ่อยขึ้นเป็น 6-8 มื้อ หรือใช้วิธีให้ช้าๆ ต่อเนื่องตลอดวัน ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์และร่างกายผู้ป่วย
สามารถหาซื้ออาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยทางสายยางได้ที่ไหน?
อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยทางสายยางหาซื้อได้ทั้งที่ร้านขายอุปกรณ์การแพทย์ ร้านขายยา หรือสั่งซื้อออนไลน์
- Lazada: Otsuka Official Store
- Shopee: Thai Otsuka Official
ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเลือกซื้อ เพื่อให้ได้สูตรที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด เพราะแต่ละสูตรมีความเข้มข้นและส่วนผสมแตกต่างกัน