การดูแลโรคเบาหวานให้มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เริ่มต้นจากยาเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจาก “จานอาหาร” ที่รับประทานในแต่ละวัน ผู้ป่วยเบาหวานจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าจำเป็นต้องงดหรืออดอาหารอย่างเคร่งครัด จนทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
ในความเป็นจริง ผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถรับประทานอาหารได้หลากหลาย เพียงแต่ต้องเข้าใจหลักการเลือกชนิดอาหารผู้ป่วยเบาหวานและปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะการจัดการคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate Counting) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
หลักการเลือกอาหารผู้ป่วยเบาหวาน มีอะไรบ้าง?
- เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี หรือขนมปังโฮลวีต เนื่องจากมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) อยู่ที่ 0 ถึง 55 ทำให้การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลในเลือดเกิดขึ้นช้ากว่า ลดความผันผวนของระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหาร - เน้นอาหารที่มีกากใยสูง (Fiber)
กากใยอาหาร โดยเฉพาะจากผักใบเขียว ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด อีกทั้งยังช่วยให้อิ่มนานและส่งเสริมระบบขับถ่าย - ควบคุมปริมาณและเวลาในการรับประทาน
การรับประทานอาหารให้ตรงเวลา และกระจายปริมาณอาหารอย่างเหมาะสมในแต่ละมื้อ จะช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานควรให้ความสำคัญ
อาหารที่ “ควรทาน” vs “ควรเลี่ยง” สำหรับคนเป็นเบาหวาน
การเลือกอาหารที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานไม่จำเป็นต้องงดอาหารหลายชนิดอย่างสิ้นเชิง แต่ควรเข้าใจหลักการเลือกชนิดอาหารและควบคุมปริมาณให้เหมาะสม เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดที่ผันผวน
อาหารที่ควรทาน
- ผักสดและผักต้มที่ไม่ปรุงรสจัด
ผักเป็นแหล่งกากใยอาหารที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด และช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ควรเลือกผักหลากหลายชนิด โดยเฉพาะผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักบุ้ง ตำลึง และหลีกเลี่ยงการปรุงรสหวาน มัน หรือเค็มจัด เพื่อลดภาระต่อระดับน้ำตาลและระบบหัวใจหลอดเลือด - ปลา เนื้อไม่ติดมัน และโปรตีนจากพืชในปริมาณที่เหมาะสม
โปรตีนช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นโดยตรง แนะนำให้เลือกปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง หรือโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วต่าง ๆ ในปริมาณที่เหมาะสม พร้อมหลีกเลี่ยงวิธีการปรุงที่ใช้น้ำมันมาก - ธัญพืชไม่ขัดสี
ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีต มีใยอาหารสูงและมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าธัญพืชขัดสี ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นช้ากว่า และเหมาะสำหรับใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักในแต่ละมื้อ
อาหารที่ควรเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณ
- เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
เครื่องดื่มรสหวาน เช่น น้ำอัดลม ชานม เครื่องดื่มปรุงสำเร็จ และน้ำผลไม้ที่เติมน้ำตาล สามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงควรหลีกเลี่ยงหรือเลือกสูตรไม่เติมน้ำตาลแทน - ขนมหวาน เบเกอรี่ และของทอด
อาหารกลุ่มนี้มักมีทั้งน้ำตาลและไขมันในปริมาณสูง ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนักตัว หากรับประทานบ่อยอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน - อาหารแปรรูปที่มีไขมันและโซเดียมสูง
อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม อาหารกึ่งสำเร็จรูป นอกจากจะมีไขมันและโซเดียมสูงแล้ว ยังมักแฝงด้วยน้ำตาล การบริโภคในปริมาณมากอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และสุขภาพโดยรวม
เทคนิคการจัดจานอาหารแบบ 2:1:1
การจัดจานอาหารแบบ 2:1:1 เป็นแนวทางที่เข้าใจง่ายและปฏิบัติได้จริง โดยใช้จานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 นิ้ว แบ่งจานออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่
- ผัก 2 ส่วน
- ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน
- เนื้อสัตว์ 1 ส่วน
วิธีนี้ช่วยควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต พร้อมทั้งทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสม
อาหารทางการแพทย์ ตัวช่วยเมื่อการคุมอาหารเป็นเรื่องยาก (Medical Nutrition Therapy)
ในบางกรณี ผู้ป่วยอาจไม่สามารถคำนวณหรือจัดสัดส่วนอาหารได้อย่างแม่นยำ การใช้ อาหารทางการแพทย์เบาหวาน ที่ออกแบบสูตรมาเพื่อควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตและพลังงานอย่างเหมาะสม จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลโภชนาการอย่างเป็นระบบ ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

